fbpx

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้ามีกี่ประเภท? รู้จักสัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนผังวงจรไฟฟ้า

  • Home
  • เกร็ดความรู้
  • สัญลักษณ์ทางไฟฟ้ามีกี่ประเภท? รู้จักสัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนผังวงจรไฟฟ้า
สัญลักษณ์ทางไฟฟ้ามีกี่ประเภท? รู้จักสัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนผังวงจรไฟฟ้า

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้ามีกี่ประเภท? รู้จักสัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนผังวงจรไฟฟ้า

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้ามีกี่ประเภท? รู้จักสัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนผังวงจรไฟฟ้า

Key Takeaway

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าคือเครื่องหมายที่ใช้แทนอุปกรณ์ไฟฟ้าในแผนผังวงจร เพื่อช่วยให้เข้าใจการทำงานโดยไม่ต้องเห็นอุปกรณ์จริง

ความสำคัญของสัญลักษณ์ทางไฟฟ้า ช่วยให้สื่อสารและอ่านแบบวงจรได้ง่าย ลดความผิดพลาด และทำให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น

ตัวอย่างประเภทสัญลักษณ์ทางไฟฟ้า เช่น ตัวต้านทาน คาปาซิเตอร์ ตัวเหนี่ยวนำ สวิตช์ และฟิวส์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในวงจรไฟฟ้า

ระบบไฟฟ้าเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นภายในบ้าน อาคาร หรือโรงงานอุตสาหกรรม การทำความเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์ทางไฟฟ้า จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการอ่านแผนผังวงจรและแบบแปลนไฟฟ้า เพราะสัญลักษณ์ทางไฟฟ้าเบื้องต้นเหล่านี้ใช้แทนอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ เพื่อให้ช่างไฟฟ้า วิศวกร และผู้ติดตั้งสามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้อย่างเข้าใจตรงกัน บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักประเภทสัญลักษณ์ทางไฟฟ้า และตัวอย่างสัญลักษณ์ที่มักพบในแผนผังวงจรไฟฟ้า

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าคืออะไร

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าคืออะไร

สัญลักษณ์ไฟฟ้า คือเครื่องหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้แทนอุปกรณ์ทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในแผนผังวงจร โดยสัญลักษณ์ในวงจรช่วยแสดงการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในระบบไฟฟ้าได้อย่างเข้าใจง่าย แม้ว่ารูปแบบของอุปกรณ์จริงจะแตกต่างจากสัญลักษณ์ในแผนผัง ดังนั้นในการสร้างวงจรจริงจึงต้องมีแผนภาพการจัดวางอุปกรณ์บนสตริปบอร์ดหรือแผ่นปรินต์ควบคู่กันด้วย

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้ามีความสำคัญอย่างไร

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้ามีความสำคัญต่อการทำงานด้านระบบไฟฟ้า เพราะช่วยให้การอ่านและทำความเข้าใจวงจรเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นภาษากลางที่ใช้สื่อสารระหว่างช่างไฟฟ้า วิศวกร และผู้ปฏิบัติงานในโครงการเดียวกันได้อย่างชัดเจน การใช้สัญลักษณ์ที่เป็นมาตรฐานยังช่วยลดความผิดพลาดในการติดตั้ง ตรวจสอบ และซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ทำให้การทำงานมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้ามีกี่ประเภท อะไรบ้าง

สัญลักษณ์ลวด

สัญลักษณ์ลวด

ในแผนผังวงจรไฟฟ้า เส้นตรงที่ปรากฏในแบบจะใช้แทนสายไฟหรือตัวนำไฟฟ้าที่ทำหน้าที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน หากเส้นสายสองเส้นตัดกันและมีจุดทึบ (Dot) อยู่ตรงตำแหน่งตัด แสดงว่าสายไฟทั้งสองเส้นมีการเชื่อมต่อกันทางไฟฟ้า แต่ถ้าเส้นสายตัดกันโดยไม่มีจุด หรือมีการวาดให้เส้นหนึ่ง โค้งข้ามอีกเส้นหนึ่ง หมายความว่าสายไฟทั้งสองเส้นเพียงพาดผ่านกันเท่านั้น และไม่ได้เชื่อมต่อกันในวงจร

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้า

ส่วนประกอบ

ความหมาย

 

สายไฟฟ้า

ตัวนำกระแสไฟฟ้า

 

สายเชื่อมต่อ

การข้ามที่เชื่อมต่อ

 

ไม่ได้เชื่อมต่อสายไฟ

ไม่ได้เชื่อมต่อสายไฟ

สัญลักษณ์รีเลย์และสวิตช์

สัญลักษณ์รีเลย์และสวิตช์

รีเลย์ซึ่งเป็นสวิตช์ที่ทำงานด้วยกระแสไฟฟ้า สัญลักษณ์ในแผนผังจึงมีรายละเอียดมากกว่า โดยทั่วไปจะประกอบด้วยสัญลักษณ์ขดลวดและหน้าสัมผัสของสวิตช์แสดงอยู่ร่วมกัน เพื่อบอกถึงการทำงานที่ใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าในการควบคุมการเปิด-ปิดวงจร ส่วนสวิตช์มีหน้าที่ควบคุมการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้า ดังนั้นสัญลักษณ์ของสวิตช์ในแผนผังวงจรมักแสดงเป็นเส้นที่แยกออกจากกัน คล้ายก้านสวิตช์ที่ถูกยกขึ้น เมื่อมีการกดหรือสับสวิตช์ ก้านดังกล่าวจะเชื่อมต่อเข้าหากัน ทำให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านวงจรได้

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้า

ส่วนประกอบ

ความหมาย

 

สวิตช์สลับ SPST

ใช้เปิดหรือปิดวงจรไฟฟ้าเพื่อตัดหรือจ่ายกระแสไฟ

 

สวิตช์สลับ SPDT

ใช้สลับการเชื่อมต่อของวงจรไปยังทางเลือกได้ 2 ทาง

 

สวิตช์ปุ่มกด (NO)

สวิตช์แบบชั่วขณะ ปกติเปิด เมื่อกดจะเชื่อมต่อวงจร

 

สวิตช์ปุ่มกด (NC)

สวิตช์แบบชั่วขณะ ปกติปิด เมื่อกดจะตัดวงจร

 

สวิตช์ DIP

ใช้สำหรับตั้งค่าหรือกำหนดค่าอุปกรณ์บนแผงวงจร

 

รีเลย์ SPST

รีเลย์ที่ควบคุมการเปิด-ปิดวงจรด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า

 

รีเลย์ SPDT

รีเลย์ที่สามารถสลับการเชื่อมต่อของวงจรได้ 2 ทาง

 

จัมเปอร์

ใช้เชื่อมต่อวงจรชั่วคราวโดยครอบจัมเปอร์บนขา

 

สะพานประสาน

ใช้บัดกรีเชื่อมขั้ววงจรเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อถาวร

สัญลักษณ์ Ground

สัญลักษณ์ Ground

ความปลอดภัยถือเป็นปัจจัยสำคัญในระบบไฟฟ้า ดังนั้นสัญลักษณ์ทางไฟฟ้าของกราวนด์ (Ground)  หรือสายดินจึงมีบทบาทสำคัญในแผนผังวงจร โดยมักแสดงเป็นเส้นแนวนอนสามเส้นเรียงลดหลั่นกันลงมา หรือมีลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยมหัวกลับ สัญลักษณ์นี้ใช้ระบุจุดที่เชื่อมต่อกับดิน เพื่อช่วยระบายกระแสไฟฟ้าส่วนเกินหรือไฟรั่วลงสู่พื้นดิน ลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน

 

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้า

ส่วนประกอบ

ความหมาย

 

กราวนด์ (Ground)

ใช้เป็นจุดอ้างอิงศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์ และช่วยป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าช็อต

 

กราวนด์แชสซี (Chassis Ground)

จุดเชื่อมต่อกราวนด์กับโครงโลหะหรือแชสซีของอุปกรณ์ไฟฟ้า

 

กราวนด์ดิจิทัล / กราวนด์ร่วม (Digital / Common Ground)

ใช้เป็นจุดกราวนด์ร่วมในวงจรดิจิทัล เพื่อให้ระบบอ้างอิงแรงดันไฟฟ้าร่วมกัน

สัญลักษณ์ตัวต้านทานและตัวเก็บประจุ

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าของตัวต้านทานในแผนผังวงจรมักแสดงเป็นรูปเส้นหยักแบบฟันปลาหรือบางมาตรฐานอาจใช้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อุปกรณ์ชนิดนี้มีหน้าที่หลักในการจำกัดหรือควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร

 

ส่วนตัวเก็บประจุมักใช้สัญลักษณ์เป็นเส้นขนานสองเส้น โดยในบางกรณีหนึ่งในเส้นอาจมีลักษณะโค้ง สื่อถึงการทำงานของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บสะสมประจุไฟฟ้าและปล่อยประจุออกเมื่อจำเป็น ทั้งตัวต้านทานและคาปาซิเตอร์ถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่พบได้ทั่วไปในแผงวงจรของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท

 

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้า

ส่วนประกอบ

ความหมาย

 

ตัวต้านทาน (IEEE)

ใช้จำกัดหรือควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร

 

ตัวต้านทาน (IEC)

ทำหน้าที่ลดหรือควบคุมกระแสไฟฟ้าเช่นเดียวกับมาตรฐาน IEEE

 

โพเทนชิออมิเตอร์ (IEEE)

ตัวต้านทานแบบปรับค่าได้ มี 3 ขั้ว ใช้ปรับระดับแรงดันหรือกระแส

 

โพเทนชิออมิเตอร์ (IEC)

ตัวต้านทานปรับค่าได้ ใช้ควบคุมแรงดันไฟฟ้าในวงจร

 

ตัวต้านทานตัวแปร / รีโอสแตต (IEEE)

ตัวต้านทานปรับค่าได้ มี 2 ขั้ว ใช้ควบคุมกระแสไฟฟ้า

 

ตัวต้านทานแบบแปรผัน / Rheostat (IEC)

ใช้ปรับค่าความต้านทานเพื่อควบคุมการไหลของกระแส

 

ตัวต้านทานทริมเมอร์

ตัวต้านทานแบบปรับตั้งค่าได้ล่วงหน้า มักใช้ปรับละเอียดในวงจร

 

เทอร์มิสเตอร์

ตัวต้านทานที่ค่าความต้านทานเปลี่ยนตามอุณหภูมิ

 

โฟโตรีซิสเตอร์ / LDR

ตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าตามความเข้มของแสง

 

คาปาซิเตอร์ (Capacitor)

ใช้เก็บประจุไฟฟ้า ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของกระแสสลับ (AC) และต้านกระแสตรง (DC)

 

คาปาซิเตอร์ (Capacitor)

อุปกรณ์สำหรับสะสมและจ่ายประจุไฟฟ้าในวงจร

 

ตัวเก็บประจุแบบโพลาไรซ์ (Polarized Capacitor)

คาปาซิเตอร์ที่มีขั้วบวก-ลบ ต้องต่อให้ถูกขั้ว ใช้ในวงจรที่ต้องการค่าความจุสูง

 

ตัวเก็บประจุแบบโพลาไรซ์ (Polarized Capacitor)

ตัวเก็บประจุที่มีการกำหนดขั้วชัดเจน หากต่อผิดอาจเกิดความเสียหาย

 

ตัวเก็บประจุแบบแปรผัน (Variable Capacitor)

คาปาซิเตอร์ที่สามารถปรับค่าความจุได้ ใช้ควบคุมความถี่ในวงจร

สัญลักษณ์ตัวเหนี่ยวนำ

สัญลักษณ์ตัวเหนี่ยวนำ

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าของตัวเหนี่ยวนำมักแสดงเป็นขดลวดหรือเส้นโค้งต่อเนื่องกันหลายช่วง เพื่อสื่อถึงลักษณะการพันของลวดตัวนำ ซึ่งเป็นโครงสร้างจริงของอุปกรณ์ ตัวเหนี่ยวนำทำหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน และสามารถเก็บพลังงานในรูปของสนามแม่เหล็กได้ชั่วคราว 

ในวงจรไฟฟ้า ตัวเหนี่ยวนำมีบทบาทสำคัญในการต้านการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้า ช่วยกรองสัญญาณรบกวน ลดสัญญาณความถี่สูง หรือใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่น เช่น ตัวเก็บประจุ เพื่อสร้างวงจรกรองและวงจรจูนความถี่ จึงมักพบในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ แหล่งจ่ายไฟ และวงจรสื่อสารต่างๆ

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้า

ส่วนประกอบ

ความหมาย

 

ตัวเหนี่ยวนำ (Inductor)

ขดลวดที่สร้างสนามแม่เหล็กเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน และเก็บพลังงานในรูปสนามแม่เหล็ก

 

ตัวเหนี่ยวนำแกนเหล็ก (Iron Core Inductor)

ตัวเหนี่ยวนำที่มีแกนเหล็กภายใน ช่วยเพิ่มความสามารถในการเหนี่ยวนำ

 

ตัวเหนี่ยวนำตัวแปร (Variable Inductor)

ตัวเหนี่ยวนำที่สามารถปรับค่าการเหนี่ยวนำได้ เพื่อควบคุมความถี่หรือการทำงานของวงจร

สัญลักษณ์มิเตอร์และหลอดไฟ

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าของหลอดไฟในแผนผังไฟฟ้ามักแสดงเป็นรูปวงกลมที่มีกากบาท (X) อยู่ภายใน หรือบางกรณีอาจใช้วงกลมที่มีเส้นโค้งอยู่ด้านใน เพื่อบอกตำแหน่งการติดตั้งโคมไฟหรือแหล่งกำเนิดแสงในระบบไฟฟ้าภายในอาคาร ช่วยให้สามารถมองเห็นภาพรวมของการกระจายแสงสว่างในแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจน 

ส่วนมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งใช้วัดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า มักมีสัญลักษณ์เป็นรูปวงกลมพร้อมตัวอักษร เช่น kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) หรือ W (วัตต์) อยู่ภายใน เพื่อระบุหน่วยการวัดพลังงานในบางระบบ เช่น โซลาร์เซลล์ อาจมีการใช้สัญลักษณ์ลูกศรเพิ่มเติม เพื่อแสดงทิศทางการไหลของพลังงานไฟฟ้า ว่าเป็นการรับไฟเข้าหรือส่งไฟกลับเข้าสู่ระบบ

สัญลักษณ์อื่นๆ

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าอื่นๆ ในแผนผังวงจรไฟฟ้าอย่างฟิวส์ เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่ตัดวงจรเมื่อกระแสไฟเกิน โดยสัญลักษณ์มักเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีเส้นพาดกลางหรือเส้นโค้ง และเมื่อฟิวส์ขาดต้องเปลี่ยนใหม่ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ลำโพง ใช้แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นเสียง ไมโครโฟน แปลงเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า เสาอากาศ และเสาอากาศไดโพล  ใช้รับ-ส่งสัญญาณ หม้อแปลงไฟฟ้า ใช้ปรับระดับแรงดัน และมอเตอร์ไฟฟ้า ใช้เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้า

ส่วนประกอบ

ความหมาย

 

มอเตอร์ไฟฟ้า

เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล

 

หม้อแปลงไฟฟ้า

ใช้ปรับระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ ทั้งเพิ่มและลด

 

ฟิวส์

ตัดวงจรเมื่อมีกระแสเกิน เพื่อป้องกันความเสียหาย

 
 

ลำโพง

แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นเสียง

 

ไมโครโฟน

แปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า

 

เสาอากาศ

ใช้รับและส่งคลื่นวิทยุ

 
 

เสาอากาศไดโพล

เสาอากาศแบบสองขั้ว โครงสร้างเรียบง่าย

สรุป

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าเป็นเครื่องหมายที่ใช้แทนอุปกรณ์ในแผนผังวงจร ช่วยให้เข้าใจการทำงานของระบบไฟฟ้าได้ง่ายโดยไม่ต้องเห็นอุปกรณ์จริง การใช้สัญลักษณ์มาตรฐานทำให้การสื่อสารระหว่างช่างและวิศวกรชัดเจน ลดความผิดพลาดในการติดตั้งและซ่อมบำรุง อีกทั้งยังช่วยให้มองเห็นภาพรวมของการเชื่อมต่อและการทำงานของวงจรได้อย่างเป็นระบบ อุปกรณ์พื้นฐานที่พบได้บ่อย เช่น ตัวต้านทาน คาปาซิเตอร์ ตัวเหนี่ยวนำ สวิตช์ และอุปกรณ์ป้องกันอย่างฟิวส์และกราวนด์ ดังนั้นการเข้าใจสัญลักษณ์ไฟฟ้าจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานด้านไฟฟ้า และหากต้องการอุปกรณ์หรือโซลูชันไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน Chuphotic ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

FAQ — คำถามที่พบบ่อย

ทำไมต้องใช้สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าในแผนผังวงจร

ช่วยให้ดูแผนผังวงจรแล้วเข้าใจการทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องเห็นอุปกรณ์จริง สื่อสารกันได้ง่ายระหว่างช่างกับวิศวกร ลดโอกาสผิดพลาดทั้งตอนติดตั้งและซ่อมบำรุง อีกทั้งยังทำให้แบบวงจรเป็นระเบียบ อ่านง่าย วิเคราะห์ได้เร็ว และช่วยประหยัดเวลาในการทำงานมากขึ้น

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าที่พบได้บ่อยมีอะไรบ้าง

ตัวต้านทานใช้ควบคุมและลดการไหลของกระแสไฟฟ้า คาปาซิเตอร์ใช้เก็บและคายประจุไฟฟ้าเมื่อต้องการ ตัวเหนี่ยวนำทำหน้าที่สร้างและกักเก็บสนามแม่เหล็กในวงจร สวิตช์ใช้สำหรับเปิด-ปิดการทำงานของวงจรไฟฟ้า และฟิวส์ทำหน้าที่ตัดกระแสไฟเมื่อเกิดกระแสเกิน เพื่อป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน

สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าใช้สำหรับอะไร

ใช้แทนอุปกรณ์ในแผนผังวงจรไฟฟ้า แสดงการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ในระบบ ช่วยให้ออกแบบและวิเคราะห์วงจรได้ง่ายขึ้น ใช้เป็นมาตรฐานในการเรียนและทำงานด้านไฟฟ้า และช่วยให้การติดตั้งรวมถึงการตรวจสอบระบบเป็นไปอย่างถูกต้องมากขึ้น