รวมสาเหตุ UPS เปิดไม่ติด จ่ายไฟขัดข้อง เกิดจากอะไร พร้อมวิธีแก้ไข
อุปกรณ์ UPS หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อเรียกทั่วไปว่า เครื่องสำรองไฟฟ้า เป็นเครื่องที่ทำหน้าที่จ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองในตอนไฟดับ ไฟกระชากฉุกเฉิน หรือระบบไฟฟ้าจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ เกิดปัญหาขึ้นมา เครื่อง UPS จะนำจ่ายกระแสไฟฟ้าตามจำนวนวัตต์ที่ขาดไปยังอุปกรณ์นั้นๆ เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติต่อไป แต่หลายคนคงเคยประสบปัญหา UPS เปิดไม่ติด ไม่มีการจ่ายพลังงานสำรองตามปกติ โดยไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพราะฉะนั้นในบทความนี้จึงจะพาไปดูว่าอาการผิดปกติของ UPS ว่ามักเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง พร้อมวิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้น และวิธีเลือกซื้อ UPS อย่างไรให้ใช้งานได้ดี
UPS ไม่สำรองไฟ อาการเป็นอย่างไร
โดยปกติแล้วเครื่อง UPS หรือตัวจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองนี้จะทำการปรับระดับกระแสไฟฟ้าให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ใช้ไฟฟ้าที่ขาดพลังงานไฟฟ้าจากเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ในทันที ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เกิดไฟดับ ไฟตก ไฟดับกระชาก หรือช่วงที่กระแสไฟฟ้ามีปัญหาจนไม่สามารถจ่ายพลังงานกระแสไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ใช้ไฟฟ้านั้นได้ ตัว UPS ก็จะทำหน้าที่จ่ายไฟฟ้าตามจำนวนพลังงานที่อุปกรณ์ต้องการใช้ในทันทีที่มีความผิดปกติของไฟฟ้าหลักเกิดขึ้น แต่ในกรณีที่ UPS เปิดไม่ติดหรือมีปัญหาขัดข้องเกิดขึ้น จะไม่มีการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเลยหรืออาจมีการจ่ายกำลังไฟฟ้าสำรองที่ไม่เพียงพอ UPS จ่ายไฟไม่ถึง 220v ต่ออุปกรณ์นั้นๆ เป็นเพราะอาการผิดปกติจากเครื่องจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองนั่นเอง
รวมสาเหตุ UPS เปิดไม่ติด ไม่จ่ายไฟสำรอง
สาเหตุ UPS เปิดไม่ติด ไม่มีการสำรองจ่ายพลังงานไฟฟ้า หรือจ่ายกำลังไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ไม่เพียงพอ มักเป็นปัญหาหลักที่เกิดจากเครื่อง UPS โดยตรง ซึ่งสามารถตรวจสอบความผิดปกติของเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำรองได้เองง่ายๆ ดังนี้
1. เสียบปลั๊กอุปกรณ์ผิด
การเสียบปลั๊กอุปกรณ์ผิดสามารถเกิดขึ้นได้อยู่บ่อยๆ สำหรับผู้ใช้งานเครื่อง UPS เพราะสาเหตุนี้จะเกิดขึ้นจากการต่อปลั๊กผิดรูปแบบ โดยเครื่อง UPS จะมีหัวต่อปลั๊ก 2 ประเภท ได้แก่
- การต่อปลั๊กไฟกระแสหลักเพื่อจัดเก็บพลังงานจากเครื่อง UPS ไปยังตัวอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรง เพื่อให้เครื่อง UPS จ่ายไฟสำรองเมื่อเกิดปัญหาไฟดับ ไฟกระชากจากกระแสไฟฟ้าหลักของอุปกณ์เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นทันที
- การต่อปลั๊กจากตัวอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังแหล่งจ่ายพลังงานสำรองหรือเครื่อง UPS เพื่อรับพลังงานไฟฟ้าสำรองเมื่อมีกำลังกระแสไฟฟ้าหลักไม่เพียงพอ
ดังนั้นผู้ใช้งานเครื่อง UPS จึงควรตรวจสอบการต่อสายปลั๊กไฟให้ถูกต้องระหว่างอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและตัวเครื่อง UPS
2. เสียบอุปกรณ์ไฟฟ้ามากเกินไป
หลายคนอาจไม่รู้ว่าเครื่อง UPS ไม่สามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากได้ เพราะกระแสไฟฟ้าสำรองจากเครื่อง UPS มีอัตราการจ่ายพลังงานที่จำกัดเพียงแค่ไม่กี่วัตต์ สำหรับใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าสำคัญๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายตอนที่มีปัญหาไฟดับ ไฟกระชากเท่านั้น เช่น การต่อ UPS เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระบบปิดตัวลงระหว่างทำงานอยู่ เป็นต้น เพราะฉะนั้นการต่อเครื่อง UPS จึงควรเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นหรือสำคัญต่อการใช้กระแสไฟฟ้าฉุกเฉินเวลาเกิดไฟดับหรือไฟกระชากเท่านั้น หากต่อพ่วงกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีความจำเป็นจะทำให้ใช้ไฟสำรองมากเกินไป ส่งผลให้เครื่อง UPS มีเสียงเตือนดังขึ้นเวลาเกิดไฟดับ ไฟกระชาก แล้วทำการปิดตัวเองลงด้วยสถานะ Overload (จ่ายพลังงานมากเกินไป) หากมีอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใดที่ไม่จำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน ให้ถอดปลั๊กตรงนั้นออกได้เลย
3. แบตเตอรี่เครื่องสำรองไฟเสื่อมสภาพ
อายุการใช้งานของแบตเตอรี่เครื่อง UPS มีระยะเวลาประมาณ 2–3 ปี เพราะฉะนั้น เมื่อมีการใช้งานมาระยะเวลาหนึ่งแล้วเครื่อง UPS ก็อาจเกิดอาการชาร์จเก็บกระแสไฟฟ้าสำรองไว้ไม่ได้หรือไม่มีการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าตอนเกิดไฟดับ ไฟกระชาก โดยไม่มีอาการ Overload อาจเป็นเพราะแบตเตอรี่มีปัญหา แนะนำให้เปลี่ยนก้อนแบตเตอรี่ของ UPS เพื่อให้เครื่องสำรองไฟสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ รวมทั้งยังช่วยประหยัดเงินในการซื้อเครื่องใหม่ได้อีกด้วย แต่ถ้า UPS เปลี่ยนแบตแล้วใช้ไม่ได้อาจเกิดจากปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับตัวเก็บประจุไฟฟ้ามีปัญหาหรือเป็นปัญหาจากตัวเครื่องโดยตรง
4. ตัวเก็บประจุมีปัญหา
ปัญหา UPS เปิดไม่ติดหรือระบบการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือมีการจ่ายพลังงานกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อตัวอุปกรณ์นั้น อาจเกิดจากตัวเก็บประจุไฟฟ้าของเครื่อง UPS มีปัญหา ทำให้การชาร์จแบตเตอรี่เพื่อจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าสำรองไว้ในตัวเครื่องเพื่อดึงมาใช้งานยามฉุกเฉินนั้นมีปัญหาหรือเกิดความเสียหายได้ ดังนั้นทุกครั้งที่ UPS ถูกใช้งานเวลาไฟดับ ไฟกระชาก แล้วมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าสำรองไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ UPS ไว้อยู่ แนะนำให้ชาร์จแบตเตอรี่ทุกครั้งหลังจากกระแสไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติ และควรชาร์จไฟไว้ในเครื่อง UPS ให้เต็มอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันปัญหาตัวเก็บประจุไฟฟ้าเสื่อมสภาพหรือมีปัญหาในการจ่ายพลังงาน
5. พัดลม UPS เสีย
พัดลมของเครื่อง UPS จะทำหน้าที่เป็นตัวระบายความร้อนเวลาใช้งานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานะ Overheat หรือความร้อนสูงเกินไปกับตัวเครื่อง UPS ถือเป็นระบบป้องกันอันตรายให้กับตัวเครื่องนั่นเอง ดังนั้นเมื่อระบบพัดลมระบายความร้อนเสีย ตัวเครื่อง UPS จึงไม่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองได้ตามปกติหรือบางทีเครื่อง UPS ก็เปิดไม่ติด เพราะไม่มีทั้งการรับพลังงานไฟฟ้ามาจัดเก็บในตัว UPS และไม่มีการนำจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นระบบตัดการทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงจากอาการ Overheat โดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก
6. ฝุ่นสะสมในตัวเครื่อง
หนึ่งในปัญหาที่หลายคนละเลยไปคือเรื่องของฝุ่นสะสมที่เครื่อง UPS เพราะตัวเครื่องสำรองไฟนี้จะมีพัดลมสำหรับระบายความร้อนทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการสะสมของฝุ่นเข้าไปยังตัวเครื่อง UPS ได้ง่ายมาก และก่อให้เกิดเป็นก้อนฝุ่นเกาะสะสมจนไม่สามารถใช้งานเครื่อง UPS ได้ตามปกติ แม้ว่าจะรีเซ็ตเครื่องสำรองไฟดูแล้วก็ยังไม่มีการรับกระแสไฟฟ้าหรือจ่ายพลังงานไฟฟ้า แนะนำให้ทำความสะอาดเครื่อง UPS หรือคอยตรวจเช็กฝุ่นและสิ่งสกปรกที่เข้าไปอุดตันระบบอยู่เสมอ
7. แหล่งจ่ายไฟล้มเหลว
ระบบสำคัญที่สุดของเครื่อง UPS คือระบบการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองที่จัดเก็บไว้ยังตัวเครื่องพร้อมกับการจ่ายไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เมื่อเกิดปัญหาไฟดับ ไฟกระชาก เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่ UPS ไม่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าสำรองไปยังอุปกรณ์ในช่วงเวลาฉุกเฉิน หรือ UPS จ่ายไฟไม่ถึง 220v อาจเป็นปัญหาจากระบบแหล่งจ่ายไฟฟ้าล้มเหลวขัดข้อง สำหรับปัญหานี้ต้องมีการซ่อมแซมหรือต้องเปลี่ยน UPS ใหม่เท่านั้น
ดูแลรักษา UPS อย่างไรให้ใช้งานได้ยาวนาน
การดูแลรักษาเครื่องจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรอง หรือเครื่อง UPS ให้มีอายุการใช้งานได้นานขึ้น รวมถึงการยืดอายุแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพและยาวนานเช่นกันนั้น สามารถตรวจสอบและดูแลรักษาอุปกรณ์ได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
- ทุกๆ 3–4 เดือน แนะนำให้ตรวจสอบสายปลั๊กที่เชื่อมต่อเครื่อง UPS และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าดูว่ามีสายไฟเกิดความเสียหายตรงไหนหรือไม่
- ให้ทำความสะอาดเครื่อง UPS หรือตรวจดูฝุ่นสะสมที่ตัวเครื่องจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองทุกๆ 3 เดือน และไม่ควรวางเครื่อง UPS ไว้ยังพื้นที่ที่มีความชื้น หรือบริเวณที่มีอุณหภูมิไม่เหมาะสม อย่างอุณหภูมิร้อนจัดโดยเด็ดขาด
- ตรวจสอบการทำงานของระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าและระบบการจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าของเครื่อง UPS ทุกๆ 4-6 เดือน โดยสามารถทำได้ด้วยการทดลองถอดปลั๊กอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่อกับ UPS อยู่เพื่อตัดกระแสไฟฟ้าแล้วดูการทำงานของตัว UPS ว่ามีการจ่ายพลังงานสำรองได้ทันทีในพลังงานวัตต์ที่ปกติเพียงพอหรือไม่ แล้วชาร์จแบตเตอรี่คืนกลับได้เต็มประจุไหม
- ตรวจสอบระบบแบตเตอรี่ทุกๆ 1–2 ปี เพื่อดูว่าแบตของเครื่อง UPS เสื่อมสภาพ หมดอายุการใช้งานแล้วหรือยัง มีการชาร์จไฟฟ้ามาจัดเก็บเข้าเต็มที่อยู่หรือไม่ หากเริ่มมีการเสื่อมของแบตเตอรี่แล้วสามารถทำการเปลี่ยนแบต UPS ได้ทันที
- หากเครื่อง UPS มีการทำงานที่ไม่ปกติหรือ UPS เปิดไม่ติด สามารถจัดการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นนี้ได้ด้วยการรีเซ็ตเครื่องสำรองไฟจากปุ่มที่ตัวเครื่องก่อน เพื่อให้ระบบเริ่มต้นเปิดการทำงานทุกอย่างได้เต็มประสิทธิภาพ สามารถใช้วิธีการรีเซ็ตเครื่อง UPS ได้ในทุกปัญหาขัดข้องเบื้องต้นที่เกิดขึ้นก่อนดำเนินการตรวจสอบปัญหาอื่นๆ ต่อไปในกรณีที่รีเซ็ตเครื่องแล้วอาการยังผิดปกติอยู่
เลือกซื้อ UPS อย่างไรให้ใช้งานได้ดี
การเลือกซื้อเครื่องสำรองพลังงานไฟฟ้าหรือเครื่อง UPS ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และสามารถจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าสำรอง จ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในช่วงเวลาฉุกเฉินให้เต็มประสิทธิภาพนั้น มีวิธีการเลือกซื้อโดยใช้มาตรฐานการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ดังนี้
- เลือกเครื่อง UPS จากประเภทของแบตเตอรี่ตามรูปแบบการใช้งานให้เหมาะสม ดูว่าต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสำรองเผื่อเกิดไฟดับ ไฟกระชากสำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทใด และต้องการใช้ต่อมากแค่ไหน
- เลือกซื้อตามความจุของพลังงานแบตเตอรี่เครื่อง UPS โดยเฉพาะบ้านที่เกิดไฟดับ ไฟกระชากอยู่บ่อยๆ แนะนำให้เลือกเป็นขนาดความจุแบตเตอรี่ที่เยอะไว้ก่อนก็จะใช้งานได้ยาวนานมากขึ้นและสามารถใช้งานได้หลายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน แต่ถ้าบ้านไหนต้องการสำรองพลังงานไฟฟ้าเผื่อฉุกเฉินกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กทั่วไป ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกจากความจุเยอะก็ได้
- เลือกจากระบบรันไทม์สำรอง ยิ่งมีระยะเวลาในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองได้ไวเท่าไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ ไฟกระชาก ก็จะยิ่งปลอดภัยต่ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือตัวคอมพิวเตอร์มากขึ้นเท่านั้น เลือก UPS ที่มีรันไทม์น้อยก็จะยิ่งมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าสำรองที่เร็วมาก
- เลือกซื้อ UPS ที่มีการรับประกันจากโรงงานผลิต เพื่อรับรองว่าสินค้าชิ้นนี้มีมาตรฐานอย่างเหมาะสมต่อการใช้งานจริง
สำหรับใครที่มองหาเครื่องจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรอง เครื่อง UPS ที่มีมาตรฐานสินค้าจากโรงงานต่างประเทศ พร้อมมีการรับประกันสินค้าโดยตรงจริง รวมถึงคุณสมบัคิเครื่อง UPS ให้เลือกซื้อตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละบ้าน แนะนำ Chuphotic มีเครื่องสำรองไฟฟ้า (UPS) ให้เลือกมากมาย สามารถรับคำแนะนำจากช่างผู้ชำนาญในการดูแลระบบด้านพลังงานไฟฟ้าสำรองก่อนได้ และที่นี่มีบริการให้คำปรึกษาก่อนเลือกซื้ออย่างคุ้มค่า ตรงความต้องการสูงสุด มีการดูแลหลังการขาย คุ้มค่า คุ้มราคาแน่นอน
สรุป
ปัญหาของเครื่อง UPS เปิดไม่ติด ไม่มีการจ่ายไฟฟ้าสำรองไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าตามระบบการทำงานปกติ มีสาเหตุหลักๆ ที่ผู้ใช้งานสามารถดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการหมั่นตรวจสอบฝุ่นและการทำความสะอาดเครื่อง UPS ไม่ให้มีฝุ่นเข้าไปสะสมจนทำให้การทำงานของระบบขัดข้อง หรือการต่อปลั๊กสาย UPS ที่สลับกันหรือต่อผิด ก็ต้องตรวจสอบการเชื่อมต่อให้รอบคอบ รวมถึงการตรวจสอบระยะเวลาการใช้งานเครื่อง UPS ว่าใช้งานถึง 2 ปีแล้วหรือยัง เพราะตัวแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานประมาณ 2–3 ปีก่อนจะต้องเปลี่ยนแบตใหม่ เพราะฉะนั้น เมื่อ UPS มีอาการเปิดไม่ติด UPS จ่ายไฟไม่ถึง 220v ก็สามารถตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ทันที แต่ถ้าต้องการความช่วยเหลือจากช่างผู้เชี่ยวชาญด้านระบบพลังงานไฟฟ้าสำรอง รวมถึงบริการหลังการขายและการแนะนำความช่วยเหลือต่างๆ ต้องเลือกซื้อสินค้ากับทาง Chuphotic มีเครื่องสำรองไฟฟ้า (UPS) ให้เลือกอย่างหลากหลายคุณสมบัติในราคาสุดประหยัด พร้อมมีรับประกันสินค้าและบริการช่วยเหลือหลังการขาย

